เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2568
เรื่อง สัปปายะสถานนิพพาน
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สติรู้ในร่างกายทุกส่วน ตั้งแต่ศีรษะ ใบหน้า คาง คอ หัวไหล่ แขน ต้นแขน ข้อศอก ปลายมือ กำหนดรู้ในกายส่วนที่เป็นลำตัว รู้สึกตั้งแต่หน้าอก ท้อง ร่างกายช่วงล่างลงไปถึงต้นขา หัวเข่า หน้าแข้ง เท้า ปลายเท้า ความรู้สึกในอิริยาบท รู้สึกในกายเพื่อปลดเพื่อวาง เมื่อสติรู้ตัวทั่วกายแล้ว เราจึงกำหนดผ่อนคลายร่างกาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน ปลดปล่อยกำลัง รวมถึงผัสสะที่ไปรู้ในกาย ที่ไปเกาะไปติดตามอาการที่เกิดขึ้นในกายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็ง ความรู้สึกว่าเราปวดเราเมื่อยหรือเราสบาย วางความรู้สึกทั้งหลายผัสสะทั้งหลายออกไป ผ่อนคลายปล่อยวางกาย ปลดปล่อยความรู้สึกในร่างกายทั้งหมดออกไป วางกาย ตัดขันธ์ห้าร่างกาย จิตปล่อยวางไม่สนใจผัสสะอาการที่เกิดขึ้นทางกาย อาการแห่งปีติที่เกิดขึ้นก็ไม่สนใจ ปล่อยวางออกไปให้หมด วางกาย ทิ้งกาย ตัดขันธ์ห้า วางร่างกายให้ลึกที่สุด จนสามารถรู้สึกได้ถึงความสงบจากการปล่อยวางร่างกาย ไม่กังวลในเวทนาในความปวดเมื่อย ในความเจ็บปวดของความเจ็บป่วยต่างๆของร่างกายทั้งหมด วางกายได้ก็วางเวทนาได้ ตัดกายจนจิตเข้าถึงความสงบ นิ่งหยุดอยู่กับความสงบ ธัมมานุปัสสนามหาสติปัฏฐานปรากฏ ว่าทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นจากร่างกายขันธ์ห้า วางกายได้ เข้าถึงความสุขความสบายความสงบของจิต ตัดกายวางกายลงให้มากที่สุด อยู่กับความสงบนิ่ง
จากนั้นอธิษฐานจิต ใช้สติกำหนดรู้ในลม กำหนดในลมหายใจสบาย จินตภาพเห็นลมหายใจพลิ้วผ่านเข้าออกในกายเหมือนกับแพรวไหม เป็นประกายระยิบระยับแพรวพราว พลิ้วผ่านเข้าออกในกาย ลมหายใจละเอียด สงบ ร่มรื่น ร่มเย็น
เมื่อจิตเข้าถึงลมสบาย ลมหายใจละเอียด เกิดความสงบร่มเย็น ตัด ละ วาง ความฟุ้งซ่าน นิวรณ์ห้าประการคลายตัวออกไปจากจิต ลมหายใจสบาย อารมณ์จิตเบาสบายผ่องใสสงบร่มเย็น ยกกำลังจิตของเราขึ้นจากลมละเอียด เบา กำหนดหยุดจิต นิ่งหยุด หยุดเป็นตัวสำเร็จ นิ่งหยุด หยุดการปรุงแต่ง หยุดอกุศล หยุดความคิดทั้งหลาย นิ่งหยุด ทรงสภาวะที่จิตเข้าถึงความนิ่งความหยุด เอกัคคตารมณ์ ให้ตัวรู้ของจิตกำหนดรู้ว่านี่คือเอกัคคตารมณ์ จิตที่รวมเป็นหนึ่ง นิ่งหยุด หยุดความคิด หยุดอวิชชา หยุดอกุศลทั้งหลาย ประคองความนิ่งความหยุดไว้ อุเบกขารมณ์จากสิ่งที่มากระทบทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้แต่กระแสที่มากระทบจิต นิ่ง หยุด สงบ กำหนดรู้ที่จะใช้ความสงบสยบความวุ่นวายของจิต ความสงบสยบความฟุ้งซ่านของจิต เมื่อนิ่งหยุดจนจิตเกิดความชำนาญ เกิดกำลังในการทรงอารมณ์แล้ว เราก็เดินจิตขึ้นสู่สมาธิจิตตานุภาพที่มีกำลังสูงขึ้นไปอีก
จากจุด กำหนดให้ขยายขึ้นเป็นเส้นทรงกลม เป็นวงกลมสองมิติ ขยายใหญ่ขึ้น เป็นเส้นแสง เส้นที่ลากเป็นวงกลมเป็นเส้นแสงขยาย กำหนดที่จะขยายขอบเขตให้เล็กให้ใหญ่ได้ดั่งใจนึก เราขยายเส้นวงกลมให้ใหญ่ขึ้น จากเส้นที่เป็นวงกลมสองมิติ เรากำหนดคือนึกขึ้นจินตภาพจินตนาการขึ้น ให้จากเส้นรอบรูปวงกลมให้กลายเป็นทรงกลมหรือลูกแก้ว ลูกแก้วดวงใหญ่เท่ากับขอบรอบของวงกลมนั้นกลายเป็นลูกแก้ว ลูกแก้วใสขึ้นสว่างขึ้น มีแสงสว่างมีพลังงานจากภายใน ลูกแก้วที่สว่างนั้นกำหนดเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับจิต กสิณคือจิต จิตคือกสิณ ลูกแก้วนิมิตของกสิณเป็นหนึ่งเดียวสัมพันธ์เชื่อมโยงกับจิตของเรา ลูกแก้วสว่าง จิตสว่างด้วยกำลังของบุญ ลูกแก้วใส จิตเราก็ใสด้วยความบริสุทธิ์จากการละตัดวางกิเลส
ความสว่างคือพลังงานแห่งบุญอันเกิดขึ้นจากบุญกุศลของทานก็ดีที่เราทำไว้ที่เราสร้างไว้ แสงสว่างอันเกิดขึ้นจากรัศมีของจิตที่รักษาศีล แสงสว่างที่ปรากฏขึ้นจากฌานสมาบัติ คือกำลังของสมถะสมาธิที่เราเจริญไว้ดีแล้ว รัศมีแสงสว่างของจิตอันเกิดขึ้นจากเมตตาพรหมวิหารสี่ที่จิตเราได้ปฏิบัติได้เข้าถึงไว้ดีแล้ว กำหนดขอให้แสงสว่างนั้นมารวมตัวกัน กำลังบุญทั้งหลาย ทาน ศีล ภาวนา รวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของเรา จิตยิ่งสว่างขึ้นใสขึ้น จากอุคคหนิมิตแปรเปลี่ยนสภาวะกลายเป็นประกายพรึกคือปฏิภาคนิมิต เป็นเพชรระยิบระยับแพรวพราวพร่างพราย เหมือนกับเพชรลูกเม็ดใหญ่ทรงกลมที่ถูกเจียรนัยโดยช่างฝีมือที่มีความชำนาญ เป็นเบลเยี่ยมคัท 360 องศาโดยรอบ ระยิบระยับแพรวพราวอย่างที่สุด พ้นเลยจากดวงจิตที่เป็นเพชรสว่างนั้นก็ปรากฏมีเส้นแสงรัศมีกระจายออกเป็นเส้นแสง เป็นเส้นแสงของรัศมีจิต เลยพ้นจากเส้นแสงของรัศมีจิต ก็ปรากฏว่า ชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มครอบคลุมเลยพ้นจากเส้นแสงรัศมีของจิตนั้น มีสภาวะแห่งความเป็นทิพย์ปกคลุม มีอาการลักษณะเหมือนกับชั้นบรรยากาศนั้น มีกากเพชรโปรยปรายรายรอบระยิบระยับแพรวพราว ทรงสภาวะจดจ่อโดยตรงที่จุดศูนย์กลางคือจิตที่เป็นเพชรประภัสสร เป็นจิตที่ใสบริสุทธิ์ เปล่งประกายรัศมีความสว่าง ที่รวมตัวด้วยกำลังของบุญกุศลทานศีลภาวนาเมตตาเต็มกำลัง ทรงสภาวะที่จิตเราประภัสสรนั้น จิตเราอิ่ม ยิ่งสว่าง ยิ่งใส ยิ่งแพรวพราว จิตยิ่งอิ่มยิ่งเป็นสุข ใจยิ้มกายยิ้ม กายจิตสว่าง จิตเราเป็นเพชรประกายพรึกเปล่งประกายสว่าง
จากนั้นกำหนดจิต กลั่นจิตของเราให้ใสขึ้น การกลั่นจิตก็คือการที่เรากำหนดให้จิตของเราใสขึ้นอีก สว่างขึ้นอีก ใสแล้วใสอีก สว่างแล้วสว่างขึ้นอีก จิตเป็นสุขแล้วก็ให้จิตเป็นสุขสูงเอิบอิ่มขึ้นไปอีก ความบริสุทธิ์ของจิตสะอาดแล้วก็สะอาดยิ่งขึ้นไปอีก การที่เราฝึกเช่นนี้ กำหนดกลั่นจิตขึ้นเช่นนี้ ก็จะทำให้ความบริสุทธิ์ ความใส ความสว่าง ความเป็นทิพย์ จิตตานุภาพของจิตเรา มีความแก่กล้า มีตบะสูงขึ้น ยิ่งสว่างยิ่งสูงยิ่งมีพลังงาน ยิ่งมีกำลังความเป็นทิพย์ ยิ่งมีกำลังแห่งอภิญญาจิต ใสแล้วใสอีก สว่างแล้วสว่างอีก จิตเป็นสุขแล้วเป็นสุขขึ้นไปอีก ความเป็นทิพย์ปรากฏแล้วจงปรากฏความเป็นทิพย์อภิญญาสูงขึ้นไปอีก ดันความใสความสว่างขึ้นไป ยิ่งฝึกจนเรากำหนดให้ภาพของกสิณใสสว่างมากขึ้นเพียงใด ชัดเจนแพรวพราวระยิบระยับมากขึ้นเพียงใด กำลังของญาณ คือเครื่องรู้ความเป็นทิพย์ ในยามที่เราใช้กำลังของมโนมยิทธิ จากมโนมยิทธิครึ่งกำลังก็จะกลายเป็นมโนมยิทธิเต็มกำลัง จากที่เมื่อก่อนญาณเครื่องรู้เวลาฝึกมโนมยิทธิ ยังไม่ค่อยชัดเจนยังไม่ค่อยแจ่มใส พอเราฝึกกลั่นจิตให้มากขึ้น ความใสความชัดเจนจากครึ่งกำลังก็จะกลายเป็นเต็มกำลัง อันนี้ก็จะเป็นเคล็ดลับซึ่งมีอยู่ ครูบาอาจารย์สอนอยู่หลายรูป ขอกล่าวชื่อได้เลยว่า
หนึ่ง การกลั่นจิตนี้ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ สอนอยู่ในวิชชาธรรมกาย จะมีศัพท์ชื่อเรียกของการฝึกแบบนี้เรียกว่า “การดับหยาบไปหาละเอียด” คือดวงแก้วที่เรากำหนดตอนแรก ยังขุ่นยังไม่ใสยังไม่สว่างเต็มกำลัง ก็ดับภาพของจิตที่ยังขุ่น ดับออก การดับออกอันที่จริง พอมีนิมิตและเพิกนิมิตทิ้ง ก็ถือว่า เราเจริญจิต ละรูป ก็คืออรูปสมาบัติ พอละรูปออกไปแล้วก็กำหนดเอารูปขึ้นมาใหม่ ให้ใสขึ้นกว่าเดิม สว่างขึ้นกว่าเดิม แล้วเรากลั่นขึ้นไปอีก ดับหยาบไปหาละเอียดขึ้นไปอีก เราก็ดับรูปที่ใสขึ้นแล้วให้หายไปกลายเป็นอรูป จากนั้นก็กำหนดรูปขึ้นใหม่ให้ใสขึ้นกว่าเดิม กำหนดไล่ขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้ใสแล้วใสอีก สว่างแล้วสว่างอีก ละเอียดแล้วละเอียดอีก บริสุทธิ์แล้วบริสุทธิ์อีก ไล่ไปเรื่อยๆ
คราวนี้ครูบาอาจารย์ที่สอนอีกรูปหนึ่งชัดเจนก็คือ พระอาจารย์หนุน วัดพุทธโมกข์ ท่านก็จะใช้ง่ายๆว่า ใสแล้วใสอีก สว่างแล้วสว่างอีก ละเอียดแล้วละเอียดอีก ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าพูดง่ายๆก็คือ “กลั่นจิต” กลั่นจากเหมือนกับใจเรา เป็นน้ำที่ยังมีตะกอนที่มันยังมีกิเลสที่มันยังมีมลทินเครื่องเศร้าหมอง พอกลั่นให้ใสขึ้นสว่างขึ้น ใสขึ้นสว่างขึ้น มันก็จะเป็นการดันพลังจิตของเราให้สูงขึ้นละเอียดขึ้นบริสุทธิ์ขึ้น ยิ่งขยันฝึกมากเท่าไร พลังของจิตตานุภาพ พลังของความเป็นทิพย์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเพียงนั้น ญาณเครื่องรู้เวลาฝึกมโนมยิทธิก็มีความชัดเจนขึ้นเพียงนั้น
คราวนี้เรากำหนดต่อไป จากจิตเราที่เรากลั่นจนใสเป็นประกายระยิบระยับ เรารู้สึกว่าจิตเราจดจ่อกับความเป็นประกายระยิบระยับแล้ว ใจเรามีความสุขอย่างยิ่ง ยิ่งกลั่นใสกลั่นให้ละเอียดมากขึ้นเท่าไร เรารู้สึกว่าภายในจิตเราก่อเกิดพลังงานจากภายในเพิ่มพูนขึ้นอย่างยิ่ง เปี่ยมพลังขึ้นแล้วเปี่ยมพลังขึ้นอีก พลังงานเต็มแน่นล้นในจิตในใจของเราเรียกว่ามหาศาล เมื่อทรงอารมณ์เช่นนี้แล้วจิตเรามีกำลังแล้ว จิตเราควรแก่กาลแล้ว จิตเราฝึกฝนปฏิบัติมาดีแล้ว เราก็กำหนดน้อมอาราธนาบารมีพระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ ขอพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ จงมาเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของข้าพเจ้า องค์พระอยู่ในดวงจิตอยู่ในดวงแก้วใสสะอาดอย่างยิ่ง องค์พระเป็นเพชรใสสะอาดอย่างยิ่ง
จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐานด้วยกำลังพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ ขอน้อมจิตกลั่นองค์พระให้ยิ่งใสขึ้น ขอพระในจิตในใจของข้าพเจ้ายิ่งบริสุทธิ์ขึ้นใสขึ้นสว่างขึ้น เปี่ยมกำลังแห่งพุทธานุภาพขึ้น ใสขึ้น สว่างขึ้น ละเอียดขึ้น เห็นภาพรายละเอียดแห่งองค์พระชัดเจนขึ้น
จากนั้นอธิษฐานจิตต่อไป หากใครที่บ้านมีพระบรมสารีริกธาตุบูชา อธิษฐานจิตเชื่อมกระแสกับพระพุทธองค์ ขอผลแห่งการที่ข้าพเจ้าปฏิบัติกลั่นจิตกลั่นใจให้ใส กลั่นจิตให้สะอาด ทรงภาพพระให้ใสขึ้นสว่างขึ้น หากผลแห่งความสะอาดของจิตข้าพเจ้าปรากฏขึ้นเพียงใด ขอให้พระธาตุก็ดี พระบรมสารีริกธาตุก็ดี ที่ข้าพเจ้าสักการะปฏิบัติบูชาอยู่ ขอความใสความสะอาดของจิต ความบริสุทธิ์ของจิต เป็นปฏิบัติบูชา บูชาพระพุทธเจ้า บูชาพระบรมสารีริกธาตุ และขอให้กำลังพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ ส่งผลให้พระบรมสารีริกธาตุเปลี่ยนวรรณะให้ใสขึ้นขาวขึ้นบริสุทธิ์ขึ้น ด้วยพุทธานุภาพ ด้วยความบริสุทธิ์ความผ่องใสของจิต ให้ข้าพเจ้ามีกำลังจิตกำลังใจในการปฏิบัติ ในการเจริญพระกรรมฐานให้ยิ่งขึ้นไปด้วยเถิด จากนั้นกลั่นองค์พระยิ่งใสขึ้น สว่างขึ้น สะอาดขึ้น เป็นสุขขึ้น เปี่ยมพลังขึ้น บุญกุศลยิ่งรวมตัวมากขึ้น กลั่นให้ใสขึ้นไปอีก สว่างขึ้นไปอีก จิตยิ่งเปล่งประกายมากขึ้นไปอีก
จากนั้นอธิษฐานขอกำลังพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ ขอยกจิตอทิสมานกายข้าพเจ้าเป็นกายทิพย์พุ่งขึ้นไปบนพระนิพพาน อยู่เบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐมพร้อมด้วยมหาสมาคม คือ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพานปรากฏอยู่ ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะ ขอกายจงปรากฏเป็นกายพระวิสุทธิเทพ จากนั้นอธิษฐาน ขอกายพระวิสุทธิเทพจงสว่างขึ้นใสขึ้นชัดเจนขึ้น เครื่องประดับสว่างรุ่งโรจน์ขึ้น ชฎาทับทรวง อินทรธนู สร้อยสังวาล กำไร พระธำมรงค์ สนับเพลา ปั้นเหน่ง ฉลองพระบาทปลายงอน ตลอดจนแท่นที่เรานั่ง ขอจงใสขึ้นสว่างขึ้น ละเอียดจนมองเห็นลวดลายที่ประดับประดาละเอียดระยิบ ทั้งหมดสว่างแพรวพราวอย่างยิ่งอย่างที่ไม่เคยสว่างชัดเจนละเอียดเช่นนี้มาก่อนด้วยเถิด กายพระวิสุทธิเทพสว่างขึ้นใสขึ้น ญาณเครื่องรู้ที่ประจักษ์สัมผัสพุทธบารมีพระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์พระที่ชัดเจนชัดแจ้งในญาณของเรายิ่งสว่างขึ้นใสขึ้น สว่างขึ้นใสขึ้น
กำหนดให้จิตแนบอยู่กับพระนิพพาน ยินดีกับกระแสของพุทธานุภาพที่เราสัมผัสด้วยญาณเครื่องรู้ ความชัดเจนชัดแจ้งในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพที่ชัดที่สุดที่ปรากฏกับเราตอนนี้ จากนั้นพิจารณาเทียบระหว่างกายคือขันธ์ห้าที่เป็นกายเนื้อ ประกอบประชุมไปด้วยธาตุทั้งสี่ อาการสามสิบสอง ดิน น้ำ ลม ไฟ อวัยวะมารวมตัวกัน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นเปลือกหุ้มลวงตาลวงใจให้หลงติดในรูปในกายของขันธ์ห้า เราพิจารณาให้เห็นกายขันธ์ห้า ปรากฏในสภาวะตามความเป็นจริงที่อวัยวะต่างๆมารวมตัวกัน ธาตุทั้งสี่มารวมตัวกัน พอพิจารณากายหยาบแล้ว เราก็หันมาพิจารณากายทิพย์ กายพระวิสุทธิเทพ ดูความหยาบ ดูความละเอียด ดูความใส กับดูความที่กายมันมีมลทิน มีความเสื่อมความแก่ความชราและก็มีความตายไปในที่สุด พิจารณาเปรียบเทียบอยู่บนพระนิพพานระหว่างกายทั้งสอง ขันธ์ห้ากายหยาบที่เรามาอาศัย กับกายพระวิสุทธิเทพคือกายของบ้านสุดท้ายที่เราจะอยู่บนพระนิพพาน พิจารณาเปรียบเทียบมองทะลุกายหยาบให้เห็นสิ่งปฏิกูลที่อยู่ภายใน เห็นกายหยาบขันธ์ห้าเป็นเหมือนกับถุงหนังที่ห่อหุ้ม ภายนอกอาจจะแลดูสวยงาม มีผมขนเล็บฟันหนังเป็นเปลือก แต่ภายในถุงหนังหรือกายขันธ์ห้านี้ บรรจุล้วนแล้วแต่สิ่งที่เป็นปฏิกูลสัญญา คือลำไส้ ความสกปรก เมือก เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อวัยวะภายใน มูกขูด อุจจาระ ปัสสาวะ พิจารณาภายในถุงหนังคือกายขันธ์ห้านี้ ปัญญาในธรรม พิจารณาเห็นว่าเปลือกคือผมขนเล็บฟันหนัง เป็นถุงหนังที่หลอกลวงให้เราหลงเกิด หลงชอบ หลงรัก หลงใหล ใฝ่ฝันในร่างกายของเราเอง ในร่างกายของบุคคลอื่น เพศตรงข้าม พิจารณากับกายที่เป็นกายพระวิสุทธิเทพว่าต่างกันไหม ความทุกข์ทรมานในกายก็เกิดจากร่างกายมันป่วยมันเจ็บ กายพระวิสุทธิเทพมีป่วยไหม กายพระวิสุทธิเทพมีสิ่งปฏิกูล มีสิ่งโสโครก มีสิ่งสกปรกไหม กายเนื้อมันมีความตายมีความแก่ไปในที่สุด ถ้าเราเข้าถึงพระนิพพานแล้ว เราจะแก่เราจะหมดบุญไหม
ดังนั้นคำว่าพระนิพพานนั้น ถือว่าเป็นอมตะธรรม คือธรรมเพื่อความไม่ตายอีกต่อไป ตราบที่เกิดเราก็ยังต้องตาย ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏ อมตะธรรมคือพระนิพพาน เมื่อเราตัดสินใจเข้าถึง ไม่ยินดีไม่กลับมาเกิดแล้ว เราก็พ้นจากวัฏสงสาร พ้นจากความสกปรกโสโครกในร่างกาย พ้นจากทุกข์ในร่างกาย เจ็บเข่าเจ็บขาเวทนาทางกาย ปวดไหล่ปวดหลังก็เวทนาทางกาย ถ้าไม่มีร่างกายก็ไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป ถ้าเข้าถึงพระนิพพาน ความแก่ ความเจ็บ ความป่วยไข้ได้ป่วยไม่สบาย จนกระทั่งถึงความตายก็ไม่มีในเราต่อไป การหมดบุญต้องร่วงลงมาจุติก็ไม่มีในเราอีกต่อไป การพลัดพรากจากของรักของเจริญใจ พลัดพรากจากมนุษย์สมบัติ พลัดพรากจากทิพยสมบัติของความเป็นเทวดา สมบัติของความเป็นพรหม ก็ไม่เกิดขึ้นกับเราอีกต่อไป
กำหนดจิตพิจารณาดูกายเนื้อกายหยาบถุงหนัง แล้วก็ดูกายพระวิสุทธิเทพ ตัดสินใจตัดกายตัดขันธ์ห้า ตัดความยินดี ตัดความพึงพอใจ ตัดภพจบชาติ ตัดสรรพกิเลสทั้งปวง โลภโกรธหลงเกิดขึ้นก็เพราะการมีขันธ์ห้าร่างกายนี้ พิจารณากลับมาสู่กายขันธ์ห้านี้เพื่อละ พิจารณาเพื่อละเพื่อวาง โลภก็โลภหาของหาทรัพย์หาวัตถุมาปรนเปรอขันธ์ห้าร่างกายนี้ โกรธก็เพราะเขาด่าไอ้ร่างกายขันธ์ห้า ทรัพย์สินทรัพย์สมบัติของขันธ์ห้า สมมุติต่างๆชื่อเสียงเกียรติยศของไอ้ขันธ์ห้านี้ หลงก็เพราะเราหลงไอ้ขันธ์ห้านี้มันเป็นตัวเราของเรา หลงก็เพราะว่าเราคิดว่าเจ้าขันธ์ห้านี้มันจะเสถียร มันจะคงตัว มันจะไม่แก่ลง มันจะไม่เสื่อมถอยเจ็บป่วยไม่สบายลง แล้วก็หลงคิดว่าไอ้ขันธ์ห้านี้มันจะไม่ตาย สุดท้ายโลภโกรธหลง เกิดขึ้นจากไหน เกิดขึ้นจากขันธ์ห้า ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านถึงพิจารณากาย พิจารณาเพื่อตัดกาย สติกำหนดรู้ในกายเพื่อตัดกายขันธ์ห้า ตัดกายขันธ์ห้าจากจิต ปล่อยวางร่างกายขันธ์ห้า ปล่อยวางออกไป คลายตัวจากความยึดมั่นถือมั่นที่เราหลงกับร่างกายนี้มาหลายภพหลายแสนชาติหลายอสงไขยกัป ปล่อยวางกายตัดกาย อยู่กับสภาวะกำหนดรู้ อยู่กับความเป็นกายพระวิสุทธิเทพที่สว่าง กำหนดจิตว่าเมื่อวางแล้ว ขอให้กายพระวิสุทธิเทพยิ่งใสขึ้นสว่างขึ้น พิจารณาตัดขันธ์ห้าร่างกาย วางกายแล้ว กายพระวิสุทธิเทพยิ่งสว่างขึ้นใสขึ้น จิตยิ่งยินดีในพระนิพพานมากขึ้น
กำหนดทรงอารมณ์อยู่กับพระนิพพาน พิจารณา “นิพพานัง ปรมัง สุญญัง”
เราปล่อยวางร่างกายขันธ์ห้าได้ไหม วางแล้วมันคลายได้หยั่งลึกมากกว่าเดิมที่เคยพิจารณาไหม
จากนั้นจึงพรรณนาพิจารณาในคุณแห่งพระนิพพาน เราลองพิจารณาดูในการปฏิบัติธรรม เราจะเห็นได้ว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติธุดงค์กรรมฐาน ท่านจะแสวงหา “สัปปายะสถาน” เช่นถ้ำต่างๆที่ท่านไปพิจารณาธรรม ถ้ำที่จิตรวมสงบร่มเย็น ถ้ำที่เจริญแล้วจิตพิจารณาตัดกิเลสได้สะดวกราบรื่นลึกซึ้งไม่ติดขัด แล้วเมื่อครูบาอาจารย์ท่านพิจารณาธรรม อันนี้เราก็อธิษฐานดูตามดูเหตุการณ์ไป จะเป็นครูบาอาจารย์องค์ใดรูปใดก็ตาม ก็ขอให้รู้เห็นขึ้นมา และเมื่อสถานที่นั้น ถ้ำนั้นครูบาอาจารย์ท่านพิจารณา ถอดถอนตัดขันธ์ห้าตัดร่างกายจนสิ้นอาสวะกิเลส เข้าถึงอรหัตผล กระแสพลังงานแห่งการปฏิบัติ กระแสคลื่น กระแสธรรมที่พิจารณาในการตัดกิเลส กระแสพลังงานแห่งการบรรลุมรรคผลก็ยังตกค้างอยู่ในถ้ำอยู่ในสถานที่แห่งนั้น ครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ก็จะเดินรอยตามมาปฏิบัติในถ้ำนั้น เพราะถ้าเมื่อปฏิบัติในถ้ำในสถานที่หรือแม้แต่วัดที่มีพระอรหันต์ มีพระสุปฏิปันโน มีพระที่ปฏิบัติได้มรรคผล กระแสคลื่นกระแสธรรมกระแสการพิจารณา กำลังฌานสมาบัติก็ยังตกผลึกลึกซึ้งติดอยู่กับสถานที่เป็นพลังงานอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น พอเราไปปฏิบัติหรือครูบาอาจารย์รุ่นหลังที่ไปปฏิบัติ ก็จะพลอยพิจารณาได้ราบรื่นขึ้นง่ายขึ้นตาม อันนี้ก็คือเป็นเรื่องที่ท่านใช้กายเนื้อมา ณ สถานที่ที่มีพลังงาน มีกระแสธรรม มีกระแสมรรคผล
แต่คราวนี้เราทั้งหลาย เราปฏิบัติในแนวทางสายอภิญญาจิต คือนับตั้งแต่ ฉฬภิญโญคืออภิญญา 6 ขึ้นไปจนถึงปฏิสัมภิทาญาณ หรือในวิสัยของคนที่ปรารถนาในพระโพธิญาณ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เราสามารถใช้กำลังของมโนมยิทธิได้ ดังนั้นให้เราคิดเอาว่า ถ้าแม้แต่ถ้ำหรือวัด หรือสถานที่ที่มีพระอรหันต์บรรลุหนึ่งองค์ ยังมีคุณยังมีกระแสในการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลขนาดนั้น ครูบาอาจารย์รุ่นหลังต้องดั้นด้นเดินธุดงค์เดินเท้า อยู่ยากลำบากแสวงหาเดินทางไปถึงถ้ำ แต่เรากำลังมโนมยิทธิมีฤทธิ์ทางใจ เราคิดว่าสถานที่แห่งใดจะมีกระแสพลังงาน เป็นกระแสของจิตที่วิมุติหลุดพ้นเป็นกระแสของความเป็นพระอริยเจ้า กระแสของดวงจิตที่สิ้นอาสวะกิเลสเป็นพลังงานมากที่สุด คิดว่าจะเป็นที่ไหน ในเมื่อเป็นที่ไหนเราก็ไปที่นั่น อันนี้เป็นสาเหตุที่เป็นรูปธรรมที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้ว่า ทำไมการที่เราขึ้นมาบนพระนิพพานแล้ว เราสามารถตัดกิเลส พิจารณาตัดสังโยชน์ พิจารณาตัดกิเลส พิจารณาตัดภพจบชาติ พิจารณาตัดกายขันธ์ห้าได้ละเอียดได้สะอาดได้ลึกซึ้งกว่า การที่เราใช้กายเนื้ออยู่บนโลกมนุษย์เราพิจารณา
1 เราอยู่ท่ามกลางมวลหมู่มหาสมาคม พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ ทุกดวงจิตบนนี้ท่านสิ้นอาสวะกิเลสแล้วทุกพระองค์ และถามว่ามีจำนวนมากแค่ไหน มีจำนวนมากมายมากกว่าจำนวนดวงดาวในอนันตจักรวาลทั้งหมด อย่าลืมว่าพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีไม่น้อย พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีพระชนมายุยาวนานเป็นแสนเป็นล้านปีหลายพระองค์ ดังนั้นช่วงเวลายาวนานนั้นท่านก็โปรดมวลเวไนยสัตว์ คิดว่าเป็นจำนวนมากแค่ไหน มากกว่าที่เราคิดในสภาวะในชาติภพนี้แน่นอนและก็ทุกพระองค์รวมกัน อันนี้คือประการที่ 1
ประการที่ 2 เวลาที่เราพิจารณาธรรมเดินจิตพิจารณาในวิปัสสนาญาณ เรานั่งใช้กายพระวิสุทธิเทพนั่งปฏิบัติอยู่บนพระนิพพาน ถ้าเราติดขัดตรงไหน คิดว่าครูบาอาจารย์ คิดว่าพระอรหันต์ คิดว่าพระพุทธเจ้า ท่านจะไม่มาสอนมาดลใจมาโปรดมาแก้ไขข้อที่ติดขัดในจิตของเราให้เลยหรือ ดังนั้นจำไว้ว่า สัปปายะแห่งการปฏิบัติของเรานับตั้งแต่วันนี้ สถานที่ที่สัปปายะที่สุดของเรา เราไม่นับสถานที่บนโลกมนุษย์ เราวัดจากจุดเดียวคือ สัปปายะสถานแห่งการปฏิบัติธรรม สถานที่อันธรรมนั้นมีความเพลิดเพลินเจริญงอกงามในจิตของข้าพเจ้า ณ ตอนนี้คือ พระนิพพานเป็นสัปปายะสถานของพระเจ้าในการปฏิบัติธรรม กายเนื้อเราอยู่วัดไหนอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่ทำงานอยู่ในรถ เราไม่สนใจ แต่ในยามเจริญวิปัสสนาญาณ สัปปายะสถาน สถานธรรมสถานที่ปฏิบัติธรรมของเราอยู่ที่ไหน เราตั้งจิตอยู่บนพระนิพพานจุดเดียวเลย คราวนี้พอชั่วโมงบินในการปฏิบัติเรามากเข้าเพิ่มเข้า จิตก็ยิ่งแนบอยู่กับพระนิพพานมากขึ้น ทรงฌานในพระนิพพานมากขึ้น จิตเราเมื่ออยู่ในที่ใดคุ้นชินกับกระแสกับอารมณ์จิตแบบไหน เราก็จะเปลี่ยนไปตามนั้น คบคนพาลเราก็กลายเป็นพาล แล้วก็กลายเป็นโจร แล้วก็หงุดหงิด แล้วก็ขี้นินทา เราก็พูดจาว่าร้าย เราก็ขี้ลักขี้ขโมยคดโกงไปตามหมู่คนพาลที่เราอยู่ คบบัณฑิตก็พลอยเป็นบัณฑิต ดังนั้นเราปรารถนามรรคผลพระนิพพาน เราจะคบใคร เราก็อยู่ท่ามกลางมหาสมาคมบนพระนิพพาน เราอยู่กับพระพุทธเจ้านานเข้านานเข้านานเข้า อยู่กับพระอรหันต์นานเข้านานเข้านานเข้า ในที่สุดใจเราก็น้อมมาทางที่สิ้นอาสวะกิเลส ดังนั้นจำไว้ว่าเราสามารถยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานได้ จงใช้ศักยภาพคุณประโยชน์ในสิ่งที่เราทำได้นั้นให้เกิดผลอานิสงส์สูงสุด ได้มโนมยิทธิแล้ว ถ้าเรายังเที่ยวเพลินไปดูภพโน้นภพนี้ ไปดูดวง ไปดูว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้คนนี้เป็นอย่างนั้น มโนมยิทธิของเราก็เป็นโลกียะอภิญญา แต่ถ้าเมื่อไรเราใช้มโนมยิทธิ ใช้แบบลูกเดียวเลย คือยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน ยกจิตขึ้นมาฟังธรรม ยกจิตขึ้นมาเจริญวิปัสสนาญาณ ยกจิตขึ้นมากราบพระพุทธเจ้า ยกจิตในขณะทำทานขึ้นมาบนพระนิพพาน มโนมยิทธิของเราก็กลายเป็นโลกุตระอภิญญา มันขึ้นอยู่กับใครเป็นคนใช้ ใช้แล้วไม่มีเหตุแห่งความเสื่อม ใช้แล้วยิ่งใกล้ความเป็นพระอริยเจ้า ใช้แล้วยิ่งใกล้พระนิพพาน ดังนั้นเราตั้งใจตั้งความเข้มข้นในการปฏิบัติธรรมของเราเพิ่มขึ้น สวดมนต์ก็สวดบนพระนิพพาน กราบพระก็กราบถึงพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน สวดคาถาเงินล้าน 108 จบ สวดบทพระจักรพรรดิที่จบก็ตาม เราสวดอยู่บนพระนิพพาน สวดถวายเป็นพุทธบูชา สวดคาถาเงินล้านก็อยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้า อยู่เบื้องหน้าหลวงพ่อหลวงปู่ปาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขออธิษฐานอาราธนา ขอพระปัจเจกพุทธเจ้า เจ้าของคาถาเงินล้าน เมตตาปรากฏข้างหน้า แล้วเราสวดถวายอธิษฐานให้มีกำลังของคาถาเงินล้านประสิทธิ์ประสาทเต็มกำลังกับจิตข้าพเจ้า สวดบทพระจักรพรรดิก็อธิษฐานตรงถึงหลวงปู่ดู่ หลวงปู่ทวด หลวงตาม้า พระศรี พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ อธิษฐานตรงแล้วก็สวดถวายเชื่อมกระแสกับพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทุกพระองค์ ผลอานิสงส์ก็เกิดขึ้นกับตัวเราจิตเราสูงสุด และยิ่งเรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานมากเข้าบ่อยเข้ามากเท่าไร ยามที่เราสามารถสื่อสารสนทนากราบทูลกราบเรียนกราบถามพระพุทธเจ้ามันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ธรรมะก็ยิ่งกระจ่างแจ้งขึ้น กลายเป็นนับแต่นี้ความเป็นทิพย์ของจิต ญาณเครื่องรู้ที่ปรากฏ พระท่านก็บอกขึ้นมาผุดรู้ขึ้นมาในจิต อยากรู้อะไร นึกปุ๊บ ผุดรู้ขึ้นมาในจิตเดี๋ยวนั้น ญาณก็มีความคล่องตัว สุดท้ายแล้วสิ่งที่เรารู้ได้ตลอดเวลา ผุดรู้จากกระแสญาณเครื่องรู้ของพระพุทธองค์ที่เชื่อมกับเราตลอดเวลา ในที่สุดตัวนี้แหละก็จะกลายเป็นองค์แห่งปฏิสัมภิทาญาณ คือธรรมะเรารู้จักการที่พระท่านบอกท่านสอนลึกซึ้งกระจ่าง หรือสั้นง่ายแต่เฉียบคม ปฏิสัมภิทาญาณก็เกิด ธรรมมะที่ลึกซึ้งก็ปรากฏกับจิต พอเพิ่มมากขึ้น ภูมิจิตภูมิธรรมเราก้าวสูงขึ้น สติกำหนดรู้อยู่กับพระนิพพาน ตั้งมั่นอยู่
คราวนี้เมื่อเราเข้าใจแล้วเราก็กำหนดและอธิษฐาน กำหนดจิตในความเป็นอทิสมานกายสว่างประนมมือคุกเข่านั่งกระโหย่ง อยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐมครูบาอาจารย์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ อธิษฐานจิตว่านับแต่นี้ขอให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจที่จะยกจิต มีพระนิพพานเป็นสัปปายะสถาน เป็นรมมณียสถาน เป็นสถานธรรมของข้าพเจ้า เป็นกุฏิธรรมของข้าพเจ้า เป็นที่เพาะบ่มวิสัยแห่งโลกุตระภูมิโลกุตระอภิญญาของข้าพเจ้า ขอสมเด็จองค์ปฐม พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ ขอท่านได้โปรดมีเมตตา มีพุทธานุญาตและโมทนาสาธุการให้กับจิตที่ตั้งไว้ดีแล้ว กำลังใจที่ตั้งไว้ดีแล้ว ของข้าพเจ้าด้วยเถิด ท่านโมทนาไหม กำหนดรู้ ท่านยกมือขึ้นโมทนาประนมมือโมทนาให้กำลังใจเราไหม หรือได้ยินเสียงสาธุการกึกก้องไหม แล้วแต่วาระ แล้วแต่กำลังของแต่ละบุคคล
เมื่อเรากำหนดไว้อธิษฐานไว้ดีแล้ว ก็พยายามปฏิบัติให้ได้ นึกได้ปุ๊บยกจิตขึ้นพระนิพพานทันที ไม่ต้องตั้งท่า ลืมตา หลับตา ยืน เดิน นั่ง นอน ทำให้ได้จนกลายเป็นปกติ ทำได้ เราจะรู้ด้วยตัวเราเองเป็นปัจจัตตังว่าเราก้าวหน้าขึ้นอย่างมากมายมหาศาล
จากนั้นตอนนี้ก็สมควรกับเวลา เราก็อธิษฐานจิต น้อมกระแสจากพระนิพพานรวมตัวที่จิตเรา อธิษฐานขอพุทธานุญาต น้อมกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน เป็นกระแสเมตตาโปรดเวไนยสัตว์ แผ่เมตตาลงมายังบรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นอรูปพรหมทั้งสี่ชั้น น้อมกระแส บุญกระแสเมตตา พระพุทธเมตตาลงมา ยังพรหมโลกทั้งสิบหกชั้น น้อมกระแสบุญกระแสกุศลลงมา ส่งผลถึงอากาศเทวดาทั้งหกชั้น แผ่เมตตาต่อไปยังรุกขเทวดา ภุมเทวา พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง
แผ่เมตตาลงไปยังโลกที่เป็นของหยาบ ภพกลางคือภพของความเป็นมนุษย์และสัตว์ที่มีขันธ์ห้ากายหยาบ รูปลักษณ์ที่เป็นกายเนื้ออยู่ทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล
แผ่เมตตาลงไปยังภพของโอปปาติกะสัมภเวสี ชาวเมืองบังบดลับแลทั้งหลาย มิติที่ทับซ้อนทั้งหลาย
แผ่เมตตาลงมายังบรรดาสรรพสัตว์ที่เสวยวิบากเป็นเปรตอสุรกาย
แผ่เมตตาลงมาจนถึงที่สุดคือสรรพสัตว์ที่เสวยกรรมต้องโทษอยู่ในนรกภูมิทุกขุมลึกที่สุดลงไปจนถึงโลกันตมหานรก
จากนั้นอธิษฐานจิตขอกระแสบุญกุศลความดี กระแสแห่งพระนิพพาน กระแสแห่งพระโลกุตระ แผ่พร้อมกันทั้งสามภพภูมิ เปิดสามแดนโลกธาตุให้สว่างไสว ด้วยกำลังของบุญ กำลังของกุศล กำลังของกระแสแห่งพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ
จากนั้นอธิษฐานจิต ขอกระแสบุญกุศลทั้งหลายจากพระนิพพานเทพพรหมเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระสยามเทวาธิราชบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า ขอน้อมลงมาเป็นกระแสบุญคุ้มครองชาติแผ่นดิน คุ้มครองให้คนในชาติมีบุญกุศล มีความสามัคคี มีจิตจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง ขอกระแสกุศลดลใจให้คนทั้งหลายในชาติมีจิตปรารถนาดี ปรารถนาที่จะช่วยกันเป็นกำลังพัฒนาให้ชาติบ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ร่มเย็นสามัคคี อยู่ดีกินดีเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า น้อมกระแสแห่งพระนิพพานลงมากำลังแห่งพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ ลงมายังวัดวาอาราม สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง พระธาตุพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย กระแสธรรมน้อมหลั่งไหลลงมาสู่ดวงจิตของพุทธบริษัทสี่ ทั้งบรรพชิตทั้งฆราวาส ขอกระแสธรรมกระแสมรรคผล สลายล้างมิจฉาทิฐิ สลายล้างอวิชชาคุณไสย สลายล้างอลัชชี ออกไปจากพระพุทธศาสนา บุคคลที่มาสร้างมลทินเครื่องเศร้าหมองในพระพุทธศาสนา ขอจงแพ้ภัยตนเอง ขอให้ความจริงจงเปิดกระจ่างแจ้ง ขอพระพุทธศาสนาจงฟื้นกลับคืนสู่ความสะอาดบริสุทธิ์ร่มเย็นสืบต่อไปดั่งสมัยพุทธกาลด้วยเถิด
จากนั้นน้อมกระแสแห่งบุญกุศลลงมายังพระมหาเศวตฉัตร ขอกำลังบุญคุ้มครององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดจนบุคคลทั้งหลายที่สร้างคุณูปการ สร้างประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการทหารตำรวจหรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปที่ร่วมจิตร่วมใจสร้างความดี ขอบุญกุศลจงรักษาคุ้มครอง ขอเทวดาพรหม พระสยามเทวาธิราช บูรพมหากษัตริยาธิราช คุ้มครองรักษาเป็นพิเศษด้วยเถิด
จากนั้นน้อมกระแส อาราธนากระแสอานิสงส์ผลความศักดิ์สิทธิ์แห่งยันต์เกราะเพชร อธิษฐานขอให้เห็นยันต์เกราะเพชรคลุมแผนที่คือคลุมดินแดนประเทศไทยทั้งหมด มียันต์เกราะเพชรคลุมทั้งหมด ขอดินแดนประเทศไทยจงฟื้นคืนตัวปลอดภัยจากศึกสงครามทั้งปวง ดินแดนที่เสียไปก็ฟื้นคืนกลับมา พ้นเลยจากยุคชาววิไลก็ขอให้เข้าสู่ยุคไทยมหารัฐโดยเร็ว จากนั้นกำหนดจิตแล้วกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน พุ่งจิตลงมายังโลกมนุษย์ กายทิพย์มาสวมพอดีอยู่กับกายเนื้อสว่าง กายเนื้อกายทิพย์สว่าง
อธิษฐานจิตขอกระแสแห่งพระนิพพาน ส่องตรงลงมาฟอกธาตุขันธ์ ผมขนเล็บฟันหนังกลายเป็นแก้วใสสว่าง โครงกระดูกกลายเป็นแก้วใสสว่าง หลอดเลือดเส้นเอ็นทะลุทะลวงปลอดโปร่งโล่งปราศจากความอุดตัน เส้นเอ็นเส้นประสาทส่งกระแสพลังชีวิต พลังปราณพลังชีวิตโคจรเคลื่อนไปทั่วอวัยวะทุกส่วน หลอดเลือดเส้นเอ็นทั่วร่างกายเป็นเพชรกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วนกลายเป็นแก้วใส อาการทั้ง 32 อวัยวะภายในทุกส่วนในกายกลายเป็นแก้วใส สลายล้างเซลล์ผิดปกติเนื้องอกเซลล์มะเร็งจงสลายตัวไป หลอดเลือดทั่วร่างกายจงทะลุทะลวง คล่องตัว เลือดโลหิตไหลเวียนคล่องตัว สมดุล
จากนั้นอธิษฐานจิต ขอบุญกุศลที่เราทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญที่ร่วมถวายมหาสังฆทานในวันนี้ที่บ้านสายลม ขอจงเป็นบุญกุศลอันใหญ่ รวมตัวเป็นบุญอันไม่มีประมาณ เปิดสายบุญสายทรัพย์สายสมบัติสายบารมีของข้าพเจ้า ให้ชาตินี้จงมีเงินทอง ทรัพย์สิน มนุษย์สมบัติอันจับต้องได้เป็นเงินทอง เป็นของมีค่า เป็นโอกาส เป็นคนเมตตาช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์ เป็นลาภน้อยลาภเล็กลาภใหญ่ เงินทองมหาศาลมาจากทุกทิศทุกทาง เคลื่อนมาทางใต้ดิน เคลื่อนมาบนดิน เคลื่อนมาในน้ำ ลอยร่วงลงมาจากฟ้านภากาศ ขอความคล่องตัวเงินทองโอกาส ความมั่งคั่ง ความสุขความเจริญ จงพร่างพรายรายรอบห้อมล้อมหลั่งไหลลงมาสู่ข้าพเจ้า นับแต่นี้ทุกวันไปตราบจนถึงซึ่งพระนิพพาน และขอให้โภคทรัพย์มหาโภคทรัพย์นับอนันต์ทั้งหลายเหล่านี้ จงเป็นไปเพื่อสร้างบุญบารมี เพื่อทานศีลภาวนา เพื่อสงเคราะห์เกื้อกูลในปฏิปทาสาธารณประโยชน์ และขอให้ข้าพเจ้าจงมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปด้วยเถอะ
จากนั้นเราก็ค่อยๆตั้งจิตโมทนาสาธุกับเพื่อนที่เจริญพระกรรมฐาน กัลยาณมิตรที่ปฏิบัติธรรมวันนี้ร่วมกันทุกคน บุญที่ใครตัดกิเลสได้ บุญที่ตัดกิเลสอันที่จริงนั้นบุญเป็นบุญใหญ่ เพราะเป็นเหตุในการสะสมอริยทรัพย์ คือนิพพานสมบัติให้ปรากฏขึ้น ยิ่งตัดได้มาก ตัดได้บ่อย ตัดได้ลึก ตัดได้ละเอียดมากเท่าไร ยิ่งใกล้พระนิพพาน บุญที่เราโมทนาก็พลอยทำให้เราใกล้พระนิพพานตามไปด้วย ยิ่งเราปฏิบัติแล้วลึกซึ้งมากเท่าไรก็ยิ่งใกล้พระนิพพาน เมื่อโมทนาบุญแล้ว เข้าใจในกุศล เข้าใจในการปฏิบัติแล้ว เราก็ค่อยๆวางอารมณ์ใจมีความยินดีในธรรม เบิกบานในทางธรรม เป็นสุขทั้งก่อนปฏิบัติ เป็นสุขทั้งในระหว่างที่เราเจริญพระกรรมฐาน เป็นสุขแม้ยามที่ออกจากพระกรรมฐานแล้ว ใจเรายังมีความเบิกบานผ่องใสเป็นกุศลอยู่ตลอดไปเป็นนิจทุกวัน
หายใจเข้าช้า ลึก ยาว พุทโธ หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ธัมโม หายใจเข้าช้า ลึก ยาว สังโฆ
จิตเบิกบานผ่องใสเอิบอิ่มอย่างยิ่ง บุญกุศลความดี แสงสว่างหล่อเลี้ยงในจิตของเราสว่าง
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน สำหรับวันนี้ก็จะมีในเรื่องของบุญกุศลที่ได้ถวายมหาสังฆทานในนามของเมตตาสมาธิ วันนี้ก็ถือว่าถวายเป็นจำนวนที่ถือว่ามาก คือ 22 ชุด ผ้าไตรแยกมาเสริมเพิ่มอีก 2 รายใหญ่ มีปัจจัยวางบนฝ่ามือพระอีกประมาณ 790 บาท ร่วมทำบุญบวชพระที่วัดท่าซุงซึ่งท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสก็เมตตารับ เป็นจำนวน 1,500 บาท ได้ร่วมบุญบวชพระที่วัดคฤหบดีตรงบริเวณสะพานพระราม 8 อีกประมาณ 700 บาท บุญทั้งหลายก็ได้สำเร็จ โดยเฉพาะบุญทานอันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโภคทรัพย์ วัตถุทาน ขอให้เราตั้งจิตถ้าเป็นไปได้ก็พยายามร่วมบุญมากน้อยเป็นประจำทุกเดือนให้ได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นบารมีของเรา เป็นสัจจะ เป็นบุญที่สร้างเป็นนิจ เป็นบุญใหญ่ที่สร้างเป็นนิจ
แล้วก็มีเรื่องที่จะเล่าในส่วนของงานที่เมตตาสมาธิคือพวกเราทุกคนช่วยกันทำ ก็คือการจัดสร้างผ้ายันต์ หนึ่งแสนผืน เพื่อแจกทหารหาญทั้งสี่ทิศสี่เหล่าทัพด้วย สี่ทิศด้วย ตอนนี้ก็ได้สำเร็จลุล่วงในส่วนที่การจัดสร้าง การตัด การอัญเชิญผ้ายันต์ทั้งหมดไปเข้าพิธีอธิษฐานจิต รวมถึงทำพิธีพุทธาภิเษกด้วย ล่าสุดที่อาจารย์ไปก็ได้ขอเมตตาครูบาอาจารย์คือหลวงปู่เมือง แล้วก็จะมีหลวงปู่ต้นบุญ วัดพระธาตุศรีจําปา ซึ่งจัดพิธีพุทธาภิเษกเหรียญให้กับแม่ทัพภาค 2 เพื่อแจก พอดีผ้ายันต์เกราะเพชรทั้งแสนผืน เราก็ได้เข้าพิธีในพิธีพุทธาภิเษกร่วมกับเหรียญของแม่ทัพภาค 2 แล้วก็ส่งมอบให้แม่ทัพภาค 2 ไป แม่ทัพภาค 4 ไป ส่วนงานสุดท้ายก็คือการกราบเข้าพบของเมตตาหลวงปู่ศิลาในการอธิษฐานจิตผ้ายันต์ทั้งแสนผืน ดังนั้นตอนนี้ผ้ายันต์เกราะเพชรที่เราจะสร้างก็ถือว่ามีกำลังพุทธานุภาพ มีกำลังพุทธคุณโดดเด่นสูงสุดในยุคสมัย เรียกได้อย่างไร เพราะมีครูบาอาจารย์ที่เป็นพระสุปฏิปันโน พระอริยเจ้าเมตตาหลายรูปมาก ใครที่ได้ไปก็ถือว่าเป็นโชคดี คนที่มาร่วมตัด คนที่มาฝึกมาเจริญพระกรรมฐานก็รักษาให้ดี อย่างล่าสุด เวลากำหนดจิต อันนี้ก็เล่าเสริม การที่ครูบาอาจารย์ท่านอธิษฐานจิต อันนี้ก็จะเล่าในภาคของความเป็นทิพย์ คือแทบทุกรูปที่เมตตา ท่านรู้ท่านเข้าใจในปฏิปทากำลังใจในการจัดสร้าง ทุกรูปอธิษฐานจิตให้นานมากเป็นพิเศษ นานมากเป็นพิเศษและเต็มอัตราเต็มกำลังที่ท่านอธิษฐานจิตได้ บางรูปท่านอธิษฐานขอให้ท้าวมหาราชทั้งสี่มาประจำทั้งสี่ทิศ ท่านขออย่างนั้น ให้เสด็จมาประจำทั้งสี่ทิศ หลายท่านอาราธนากระแสพุทธานุภาพลงมาเป็นแสงจนเห็นแสงนั้นเต็ม มีหลายท่านอธิษฐานจิตและเสกเป่า เวลาที่เสกเป่าอย่างพวกเราที่มีความเป็นทิพย์ไปดูก็เห็นว่าท่านก็เสกเห็นเป็นประกายระยิบระยับ คือเป่าลม ลมที่ท่านเสกเป่าพร้อมมนต์ก็เป็นประกาย ประกายที่เหมือนกากเพชรก็มาคลุมวัตถุมงคลคือผ้ายันต์เกราะเพชร อันนี้คือสิ่งที่ท่านเมตตาทุกองค์ อย่างหลวงปู่ศิลาก็ใช้การเสกเป่าการจับอธิษฐาน กำหนดให้เห็นแสงให้เห็นสว่าง การขอเมตตาหลวงปู่ศิลานี้เป็นครั้งสุดท้าย ทางเจ้าหน้าที่วัดเขาก็ให้ทำการพิสูจน์โดยอธิษฐานจิตเสี่ยงทาย อย่างบางคนก็ได้เห็นคลิป อธิษฐานครั้งแรกก็ขอให้ยกพระสองมือคือจีบ แล้วก็ยกพระขึ้นสองมือ ขอให้พระเบา อธิษฐานว่าถ้ามีกำลังพุทธานุภาพสามารถคุ้มครองปกปักรักษาทหารให้ปลอดภัยได้ รักษาประเทศชาติให้ปลอดภัยได้ มีกำลังพุทธานุภาพตามที่เราตั้งจิตเจตจำนง คือ
หนึ่ง เพื่อป้องกันอริราชศัตรูทั้งภายนอกและภายในประเทศ
สอง ขอให้เป็นกำลังบุญคุ้มครองประเทศไทยจากภัยพิบัติทั้งปวง ให้ผ้ายันต์นี้เป็นเหมือนกับเป็นกำลังพุทธานุภาพตรึงแผ่นดินในทุกจุดที่ได้กระจายออกไป
ข้อต่อมาก็คือ อธิษฐานว่าขอให้ผ้ายันต์เกราะเพชรนี้มีกำลังในการปกปักรักษาคุ้มครอง ป้องกันจากสงคราม จากภัยธรรมชาติ ดินน้ำลมไฟทั้งหลาย อาวุธนิวเคลียร์ทั้งหลาย อาวุธชีวภาพทั้งหลาย โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย
และสุดท้ายก็คืออธิษฐานว่า ขอให้ยันต์เกราะเพชรนี้มีกำลังบุญ เปิดบารมี นำพาชาติแผ่นดินเข้าสู่ยุคชาววิไล
อธิษฐานต่อมาเรียบร้อย ท่านก็ให้ยกอธิษฐานให้หนัก ก็ปรากฏว่าองค์พระที่ยกนั้นหนัก นั่นก็หมายความว่าสิ่งที่เราอธิษฐาน สิ่งที่เราได้ร่วมจิตร่วมใจกันจัดสร้างพระยันต์เกราะเพชรทั้งแสนผืนนี้ เกิดพุทธานุภาพเกิดกำลังบุญ เกิดความศักดิ์สิทธิ์ มาปิดท้ายที่หลวงปู่ศิลา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีเหตุบังเอิญ
ตอนนี้การจัดสร้างก็เสร็จแล้ว ในขั้นต่อไปก็ได้กระจายต่อ สิ่งที่จะเล่าต่อก็คือ ทุกครั้งเวลาที่ไปกราบครูบาอาจารย์ ขอท่านเมตตาให้ท่านอธิษฐานจิต เราก็จะถวายท่านตั้งแต่พระอาจารย์เอกลักษณ์ที่โรงพยาบาลทหารเรือ พอไปแจกมีคนแย่งกัน แย่งกันรับ ตอนที่หลวงตาม้าท่านอธิษฐานแล้วก็แจกคนก็แย่งกันรับ ยิ่งตอนที่หลวงปู่ต้นบุญท่านแจก ทหารยิ่งแย่งกัน ตอนแรกจะให้เฉพาะแม่ทัพภาค 2 กลายเป็นแม่ทัพภาค 4 ขอไปมากยิ่งกว่าแม่ทัพภาค 2 คือขอไปเป็นหมื่น คือทุกคนศรัทธาครูบาอาจารย์ที่ท่านเมตตาอธิษฐานจิต
ดังนั้นผลแห่งการจัดสร้างนั้นก็ขอให้เราได้มีส่วนร่วม เราปฏิบัติธรรม เราปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพาน เพื่อตัวเราจริง แต่จำไว้ว่าปฏิปทาที่หลวงพ่อฤาษีท่านเมตตาสอนท่านบอกว่า ตราบใดที่เราเรายังรักษาอภิญญาสมาบัติที่ท่านสอนไว้ได้ก็คือมโนมยิทธิ ตราบใดที่เรายังรักษาปฏิปทาสาธารณประโยชน์อย่างที่เราทำอยู่สม่ำเสมอตอนนี้ได้ นั่นถือว่าพ่ออยู่คู่กับลูกเสมอ นั่นก็แปลว่าท่านคุ้มครองเสมอ
ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดจิต ท่านมายืนอยู่ต่อหน้าเราไหม ท่านถือไม้เท้ามาเคาะหัวเราไหม หรือท่านเมตตาให้เราใช้กายทิพย์กอดทันไหม จงมั่นคงไว้ว่าเราทุกคนเป็นทองคำแท้ เป็นทองคำแท้ไม่กลัวไฟ ไฟจะเผาเท่าไร หลอมออกมายังไงเราก็เป็นทอง เราทุกคนเป็นทองคำบริสุทธิ์ ปฏิบัติเพื่อให้เรานี้กลายเป็นฆราวาสจริง แต่ข้างในเป็นพระทองคำให้ได้ในที่สุด จะตอนนี้หรือตอนตายก็แล้วแต่บุคคล ให้เราตั้งใจและยืนปฏิปทาไว้ ถวายสังฆทานทุกเดือน สร้างกุศลสม่ำเสมอ ยกจิตขึ้นพระนิพพานทุกวันทุกเวลาที่ทำได้ ตอนนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน สมควรกับเวลา พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
สำหรับวันนี้ขอให้บุญกุศลทั้งหลายจงถึง จงสำเร็จกับเราทุกคน อาจารย์ไปกราบ มีกระแสเมตตาของครูบาอาจารย์ถ่ายทอดมาถึงอาจารย์เท่าไรในยามที่ท่านเสกเป่าผ้ายันต์ ในยามที่ได้ทำบุญ และทริปนี้หลายคนก็ฝากอาจารย์ทำบุญไปด้วย คนนั้นก็โชคดี ได้ถวายตรงกับหลวงปู่ศิลา ได้ถวายหลวงปู่ต้นบุญ ได้ถวายกับครูบาอาจารย์หลายรูปในทริปที่ผ่านมา ก็ขอให้บุญทั้งหลายสำเร็จประโยชน์ถึงเราด้วย พรทั้งหลายสำเร็จประโยชน์ถึงเราทุกคนด้วย
สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณวิลาวัลย์ วลีเดช